7
“มาแล้วหรือ”
“พี่หญิงเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”
หลี่ซูซินมองเห็นแววตากระจ่างใสมองสำรวจร่างกายของตนของน้องสาว นางมิชินเลยสักนิดที่อีกฝ่ายทำตนเช่นนั้นกับนางมาเสมอ จะมาห่วงใยนางทั้งที่นางมิเคยทำตัวเป็นพี่สาวของอีกฝ่าย
“ยังไม่ตายง่าย ๆ ข้ายังอยู่ขวางหูขวางตาพวกเจ้าไปอีกนาน ทำให้เจ้าต้องผิดหวังเสียแล้วกระมัง” แม้ว่าจะอยากพูดดีด้วยเพียงใด แต่จนใจที่ความเคยชินนี่ช่างน่ากลัวเสียจริง ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงวางอำนาจอย่างลืมตัว
ส่งผลให้ใบหน้าหวานของหลี่ซูเจินสลดวูบลงทันใด
“ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้นนะเจ้าคะ ข้าเพียงแค่เป็นห่วงท่านเท่านั้น น้ำในสระเย็นขนาดนั้นท่านยังกล้าโดดลงไป”
“เจ้าหุบปากเสียซูเจิน ใครบอกเจ้ากันว่าข้ากระโดดลงไป เจ้าส่งคนมาติดตามข้าหรือ” ดวงตาของหลี่ซูซินเบิกกว้างอย่างตกใจ ก่อนจะตวาดเสียงดังลั่นออกไป หญิงสาวดีที่ไม่มีผู้อื่นในเรือนของนางอีก มิเช่นนั้นแผนการโง่งมของนางคงแพร่ไปทั่ว
“ข้ามิได้บอกผู้ใดทั้งนั้น พี่หญิงไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนี้จะไม่แพร่ออกไปแน่นอนเจ้าค่ะ ข้ารู้เพียงผู้เดียวเท่านั้น”
สาเหตุที่หลี่ซูเจินรู้เพราะนางจับตามองพี่สาวยามออกงานเลี้ยงอยู่เสมอในช่วงนี้ เพราะหลี่ซูซินไม่สนใจนางมาสักพักหนึ่ง หันไปสนใจบุรุษอย่างแม่ทัพเฉิน นางกังวลว่าอีกฝ่ายจะทำเรื่องไร้สาระใดขึ้นมาซึ่งก็ไม่ผิดไปจากที่คาดคิดไว้
แผนการที่ไม่มีแม้การกลั่นกรองถึงผลลัพธ์ยังกล้ากระทำ นางถึงกับต้องหลุดกิริยาวิ่งไปตามคู่หมั้นของอีกฝ่ายให้ไปช่วยขณะที่ร่างบอบบางกำลังดำผุดดำว่ายอยู่ในน้ำ
“เจ้าห้ามเอ่ยบอกผู้ใดเด็ดขาด มิเช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือน เข้าใจหรือไม่หลี่ซูเจิน”
“เจ้าค่ะ แต่พี่หญิงอย่าทำเช่นนี้อีกนะเจ้าคะ ท่านอย่าทำร้ายตนเองเพื่อบุรุษอื่นที่ไม่ใช่คู่หมั้นอีกเลย ข้าว่าไม่คุ้มนะเจ้าคะ”
หากเป็นเมื่อก่อนหลี่ซูซินคงจะตวาดหาว่าอีกฝ่ายยุ่มย่ามเรื่องของนาง แต่ยามนี้นางฟังความนัยของน้องสาวเข้าใจ แววตากังวลของอีกฝ่ายแจ่มชัดเสียขนาดนั้น
“รู้แล้วน่า ข้าก็มิได้โง่งมเสียหน่อย...” หลี่ซูซินบ่นงุบงิบอย่างไม่เต็มปาก เพราะเคยโง่งมถึงขั้นสุดมาก่อนแล้ว แต่ยามนี้นางนัยน์ตานางมิได้มองเห็นแต่บุรุษผู้นั้นอีกต่อไป
“...”
“เจ้าบอกว่าห่วงข้า แต่ข้ามิเห็นว่าผู้ใดจะโผล่หน้ามาเยี่ยมเยียนข้าสักคน”
หลี่ซูซินเอ่ยออกมาอย่างไม่อายปาก สาวใช้ประจำตัวถึงกับหันขวับไปมองคุณหนูของตน ก็ไหนว่าห้ามมิให้คุณหนูคุณชายมาเรือนแห่งนี้ ผู้ใดจะกล้าฝ่าฝืนกัน
ฝั่งของหลี่ซูเจินนั้น ด้วยรู้ว่าอีกฝ่ายเอ่ยออกมาเช่นนั้นคงเพราะหาทางลง นางจึงลองเอ่ยออกไป “หมายความว่าข้าสามารถมาเรือนพี่ใหญ่ได้หรือเจ้าคะ”
“ผู้ใดห้ามเจ้ากัน”
แม้ว่าน้ำเสียงของหลี่ซูซินที่เอ่ยไปจะเข้มปานใด แต่ใบหน้าที่ขึ้นสีแดงอยู่นั้นก็เข้มขึ้นไม่แพ้กัน
รอยยิ้มจาง ๆ แทบสังเกตไม่เห็นที่มุมปากของหลี่ซูเจิน
“วันพรุ่งนี้ข้าจะมาเยี่ยมท่าน และบรรเลงพิณให้ท่านฟังอีก” หลี่ซูเจินเอ่ยด้วยน้ำเสียงยินดี แววตาเต็มไปด้วยประกายแห่งความดีใจ
หลี่ซูซินไม่สนใจสายตาของน้องสาวที่มองมา นางมองไปอีกทางอย่างไว้ตัว ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้มออกไป
“ข้าเรียกเจ้ามาบรรเลงพิณ ก็บรรเลงให้ข้าฟังสักเพลงสิ บรรเลงเสร็จเจ้าก็กลับไปได้เลย”
ร่างบอบบางของหลี่ซูซินเริ่มรู้สึกอ่อนเพลียไม่สบายตัวขึ้นมาอีกครั้ง จึงตัดสินใจล้มตัวลงนอนฟังน้องสาวบรรเลงบทเพลงให้ฟัง
ในเมืองหลวง จะมีผู้ใดเชี่ยวชาญพิณไปกว่าน้องสาวของนาง แม้แต่นางจิ้งจอกผู้นั้นยังเทียบไม่ได้แม้แต่เศษเสี้ยว
บรรยากาศภายในห้องมิได้อึมครึมอย่างที่เคยเป็น สายใยรักของครอบครัวที่หลี่ซูซินเคยปิดกั้นค่อย ๆ ถักทอไป
เมื่อจบบทเพลง หลี่ซูเจินมองใบหน้างดงามของพี่สาวที่นอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียง ริมฝีปากบางอดที่จะเผยรอยยิ้มออกมาไม่ได้ เมื่อคุณหนูที่ได้ชื่อว่าเอาแต่ใจของเมืองหลวงหมดฤทธิ์เดชเหมือนแมวน้อยตัวหนึ่งเท่านั้น
เป็นมุมอีกมุมที่น้อยคนนักที่ได้เห็น ในใจของหญิงสาวรู้สึกว่ากิริยาท่าทางของพี่สาวในวันนี้ดูแตกต่างไปจากทุกวัน ถึงแม้จะมีท่าทีที่ร้ายกาจอยู่บ้าง แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายไม่ตั้งแง่จ้องแต่จะกลั่นแกล้งนางอย่างเมื่อก่อน
หลี่ซูเจินได้แต่หวังว่าพี่สาวผู้นี้จะไม่คิดแผนการใดขึ้นมาอีก